ผู้เขียนเริ่มมีการศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้ในการปลูกมะเดื่อฝรั่งในเชิงพาณิชย์ได้ทราบข้อมูลว่า ในตลาดต่างประเทศ “มะเดื่อฝรั่ง” จัดเป็นผลไม้แปลกที่มีราคาแพง มีสายพันธุ์ที่หลากหลาย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ พันธุ์รับประทานสด พันธุ์ทำแห้ง และพันธุ์บรรจุกระป๋อง
ต่อมาผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงาน “งานแสดงพืชสวนนานาชาติ แปซิฟิก ฟลอรา 2004” จัดขึ้นที่สวนสาธารณะ บริเวณทะเลสาบฮามานา เมืองฮามามัตซึ จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่าง วันที่ 17-21 กรกฎาคม 2547 นอกจากจะได้เข้าชมงานดังกล่าวแล้ว ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดโปรแกรมพาคณะผู้ดูงานเข้าชมอุทยานผลไม้เมืองฮามามัตซึ ซึ่งมีแปลงปลูกผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งไม้ผลเมืองร้อนและไม้ผลเมืองหนาว
หนึ่งในไม้ผลเหล่านั้น มีโรงเรือนปลูกมะเดื่อฝรั่งอยู่หลายโรง ทีแรกไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมญี่ปุ่นจึงต้องปลูกมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือน (มาทราบที่หลังว่าต้นมะเดื่อไม่ชอบอากาศหนาวจัด จะต้องควบคุมอุณหภูมิในช่วงฤดูหนาว)
สภาพที่เห็นการปลูกมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือนของญี่ปุ่นนั้น ผู้เขียนได้เห็นระบบการปลูกและการตัดแต่งกิ่งซึ่งน่าจะประยุกต์มาใช้ในการพัฒนาการปลูกมะเดื่อฝรั่งของบ้านเราในอนาคตได้รูปแบบของการตัดแต่งกิ่งต้นมะเดื่อฝรั่งจะมีการตัดแต่งให้ขนานกับพื้นดิน ดูเหมือนคล้ายกับการจัดเถาองุ่น
ต้นมะเดื่อฝรั่งจะมีการตัดยอดตั้งแต่เริ่มปลูกเพื่อให้เกิดกิ่งแขนงแยกออกมาและจะคัดกิ่งที่มีความแข็งแรงและสมบูรณ์เพียง 2 กิ่งหลักเท่านั้น จัดกิ่งให้ขนานกับพื้นดิน จากสิ่งที่เห็นในวันนั้น จะเห็นได้ว่าการตัดแต่งกิ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปลูกมะเดื่อฝรั่ง
การออกดอกและการติดผลมะเดื่อฝรั่งในแต่ละรุ่นจะเกิดขึ้นตามมาหลังจากการตัดแต่งกิ่งซึ่งในภาษาอังกฤษจะใช้สโลแกนของการปลูกมะเดื่อฝรั่งว่า “No leaf No fruit” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “ไม่มีใบจะไม่มีผล” ในแปลงปลูกมะเดื่อฝรั่งที่ญี่ปุ่นนั้น กิ่งและใบมะเดื่อที่แตกออกมาใหม่นั้นจะติดผลในทุกข้อของใบ
เป็นที่สังเกตว่าต้นมะเดื่อฝรั่งที่ปลูกอยู่ในโรงเรือนนั้นมีอายุต้นอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า10 ปี จะมีกิ่งแขนงหลักที่ขนานไปกับพื้นเพียง 2 กิ่งหลักเท่านั้น และกิ่งจะอยู่สูงจากพื้นดิน 50 เซนติเมตร โดยประมาณ
สำหรับกิ่งย่อยที่แตกออกมาจะมีผลทุกกิ่งและมีเชือกโยงไว้กับหลังคาโรงเรือน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จจะตัดแต่งกิ่งทิ้งเพื่อให้แตกกิ่งออกมาใหม่
ผู้เขียนยังได้สำรวจการค้าขายมะเดื่อฝรั่งในซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในญี่ปุ่นซึ่งมีทั้งที่บริโภคสดและอบแห้ง มะเดื่อผลสดขายถึงผู้บริโภค เฉลี่ยผลละไม่ต่ำกว่า 100 บาท มีน้ำหนักผล ประมาณ 100 กรัม (1 ขีด) จะต้องยอมรับในขณะนั้นว่ามะเดื่อผลสดที่ซื้อมารับประทานนั้นมีลักษณะของผลสีเขียว ผลมีขนาดใหญ่มาก แต่รสชาติไม่อร่อยเท่าที่ควร คือไม่หวานเท่าที่ควร
ในขณะนั้นเพียงแต่มีข้อมูลว่ามะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและเป็นผลไม้ที่ไม่มีธาตุโซเดียมและคอเลสเตอรอลดังนั้น ในการโฆษณาขายมะเดื่อฝรั่งในตลาดต่างประเทศจึงมักใช้สโลแกนที่เป็นภาษาอังกฤษที่ว่า “No Sodium No Clolesterol” ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ก่อนเดินทางกลับจากการดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นในครั้งนั้น ได้มีโอกาสไปเที่ยวชมเนิร์สเซอรี่ขายต้นไม้แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ที่เนิร์สเซอรี่แห่งนั้นมีต้นมะเดื่อฝรั่งวางขายอยู่ด้วยและเป็นต้นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในร้าน คือ ขายในราคาต้นละ ประมาณ 1,500 บาท คนญี่ปุ่นจะเรียกมะเดื่อฝรั่งว่า “อิชิ-คุ” ผู้เขียนได้ตัดสินใจซื้อมะเดื่อญี่ปุ่น (เป็นมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์หนึ่ง ในขณะนั้นไม่ทราบว่าชื่อพันธุ์อะไร) มาต้นหนึ่ง โดยเอาดินออก ล้างจนเปลือยรากและตัดใบทิ้งทั้งหมด
ครั้งแรกไม่คิดว่าต้นจะรอดตายเหมือนกัน แต่เมื่อมาถึงเมืองไทยได้นำต้นมาปักชำที่แปลงเพาะชำของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ที่จังหวัดพิจิตร ปรากฏว่าเวลาผ่านไปได้ 2 สัปดาห์ โดยประมาณ ต้นมะเดื่อญี่ปุ่นที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่นนั้นเริ่มผลิใบอ่อนออกมา
เมื่อใบอ่อนผลิออกมามากพอสมควรคิดว่าต้นรอดตายแน่แล้วจึงได้นำต้นมะเดื่อญี่ปุ่นต้นนั้นไปปลูกลงแปลงที่สวนคุณลี ซึ่งเป็นแปลงทดลองของชมรม เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2547 ซึ่งสภาพพื้นที่ปลูกเป็นสภาพไร่ที่เคยปลูกอ้อยและข้าวโพดมาก่อน ที่สำคัญเป็นพื้นที่ราบเหมือนพื้นที่การเกษตรในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง สภาพภูมิอากาศร้อน ไม่ได้มีอากาศหนาวเย็นเหมือนกับภาคเหนือตอนบน ผลปรากฏว่าต้นมะเดื่อแตกใบอ่อนและเจริญเติบโตได้ดีและแตกกิ่งออกมาใหม่พร้อมกับการออกดอกและติดผล เหมือนกับการติดผลที่ประเทศญี่ปุ่น
ในขณะนั้นได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้เขียนมากพอสมควร เนื่องจากไม่มั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่าไม้ผลชนิดนี้จะนำมาปลูกในพื้นที่ราบ อากาศไม่หนาวไม่น่าจะได้ผลดี
เมื่อปล่อยให้ต้นมะเดื่อฝรั่งเลี้ยงผลไปได้ระยะเวลาหนึ่งจนเห็นบริเวณก้นผลมีสีแดงผลน่าจะแก่และเก็บเกี่ยวได้แล้ว จึงได้ทดลองเก็บผลมารับประทาน ปรากฏว่ารสชาติไม่อร่อย จืดชืด ในขณะนั้นคิดไปว่าได้สายพันธุ์ที่ไม่เหมาะสมมาปลูกและไม่น่าจะได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงนั้นเมื่อระยะผลแก่ได้เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวของปลายปี พ.ศ. 2547 พอดี พบปัญหาใบมะเดื่อฝรั่งแห้งกรอบคล้ายกับโรคราสนิม
ได้ทดลองฉีดพ่นยาป้องกันและกำจัดโรคพืชหลายชนิดอยู่หลายครั้งก็ไม่หาย มาทราบทีหลังว่าเป็นการผลัดใบของต้นมะเดื่อเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ต้นมะเดื่อญี่ปุ่นที่นำมาปลูกในแปลงได้ทำตาข่ายพรางแสง 50% โดยเชื่อในครั้งนั้นว่าต้นมะเดื่อญี่ปุ่นไม่ชอบแสงแดดโดยตรง ในช่วงฤดูหนาวใบมะเดื่อร่วงหล่นเกือบหมดทั้งต้น
ตั้งแต่นั้นมาได้ยกเลิกการฉีดพ่นสารเคมีทุกชนิดปล่อยตามธรรมชาติแต่มีการให้น้ำเหมือนกับต้นไม้อื่นๆ ตาข่ายพรางแสงก็รื้อออกทั้งหมด เนื่องจากต้นมะเดื่อฝรั่งสามารถปลูกกลางแจ้งและรับแสงแดดได้เต็มที่
เมื่อหมดฤดูหนาวพบว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์พ.ศ. 2548 ต้นมะเดื่อญี่ปุ่นนั้นเริ่มมีกิ่งแตกออกมาใหม่เป็นจำนวนมากพร้อมกับการติดผล และไม่ได้มีการฉีดพ่นสารเคมีทุกชนิดเพียงแต่มีการให้ปุ๋ยคอกเพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินมากเป็นพิเศษและไม่ได้ให้ความสนใจเหมือนตอนเริ่มปลูกใหม่ๆปล่อยให้ผลมะเดื่อแก่จนผิวเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล และเป็นมะเดื่อญี่ปุ่นผลแรกที่สุกคาต้น มีนกมากัดกินไปส่วนหนึ่ง ได้ทดลองรับประทานส่วนที่เหลือ ผลปรากฏว่ามีรสชาติหวานอร่อยมาก
ผู้เขียนยอมรับว่ามะเดื่อญี่ปุ่นต้นนี้ได้เหมือนกับโรงเรียนที่ให้ความรู้ในเรื่องของการปลูกมะเดื่อฝรั่งในบ้านเราหลายประการอาทิ ความเชื่อที่ว่ามะเดื่อฝรั่งเลือกพื้นที่ปลูกนั้นหมดไป เพราะเห็นการเจริญเติบโตของต้นแล้วหลายคนที่มาเห็นบอกว่าโตเร็วมาก อายุต้นประมาณ 1 ปี จะให้ผลผลิตตลอดฤดู ไม่น่าจะต่ำกว่า 100 ผล ผู้เขียนได้พยายามศึกษาและค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับโรคและแมลงศัตรูมะเดื่อฝรั่งซึ่งไม่เคยฉีดพ่นสารเคมีมานานตั้งแต่หมดฤดูหนาวเป็นต้นมาจะเป็นห่วงก็เพียงนก แมลงวันทองและมดเท่านั้น
หลังจากนั้นมาทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้รวบรวมสายพันธุ์มะเดื่อฝรั่งมากกว่า 10 สายพันธุ์ และได้คัดเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเร็ว ดก และมีรสชาติดี ได้สายพันธุ์มะเดื่อฝรั่งอย่างน้อย 4 สายพันธุ์แรก คือ พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์บราวน์ตุรกี พันธุ์ออสเตรเลีย พันธุ์ดอร์ฟิน พันธุ์แบล็คมิชชั่น และล่าสุดคือพันธุ์ “Black Jack” ว่าแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติอร่อยทั้งสิ้น และได้ขยายพื้นที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ ให้ผลผลิตเริ่มส่งขายตลาดได้แล้ว รวมทั้งบางสายพันธุ์สามารถนำมาอบแห้ง ได้มะเดื่อฝรั่งอบแห้งที่มีคุณภาพดีไม่แพ้ต่างประเทศ
เมื่อได้ศึกษาจากการปลูกมะเดื่อฝรั่งอย่างจริงจังกลับพบว่าเป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่น่าปลูกและควรส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีการขยายพื้นที่ปลูกในอนาคต โดยสรุปถึงความน่าปลูกของมะเดื่อฝรั่งดังต่อไปนี้
1. เป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตเร็ว โดยปกติแล้วกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งที่มีการซื้อ-ขาย กันในปัจจุบันจะเป็นประเภทกิ่งตอน ราคาซื้อ-ขาย กิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งจะมีราคาเฉลี่ยกิ่งละ 500 บาท เมื่อนำต้นมะเดื่อฝรั่งกิ่งตอนมาปลูกลงแปลงหรือบางสายพันธุ์ปลูกในกระถางได้ จะให้ผลผลิตเมื่อต้นมีอายุได้เพียง 5-6 เดือน หลังจากปลูกลงดิน
2. ไม่พบปัญหาเรื่องไม่ออกดอกและติดผล สายพันธุ์มะเดื่อฝรั่งเกือบทั้งหมดที่มีการนำมาปลูกในบ้านเราขณะนี้ไม่พบปัญหาเรื่องของการไม่ออกดอกและติดผลกล่าวคือเมื่อนำมาปลูกแล้วมั่นใจได้ว่าให้ผลผลิตได้แน่นอน เพียงแต่คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมเท่านั้น
3. จัดเป็นผลไม้แปลกและหายาก คนที่ไม่เคยรับประทานมะเดื่อฝรั่งทุกคนมักจะคิดไปว่าเป็นผลไม้ไม่อร่อย เนื่องจากยังติดกับภาพมะเดื่อพื้นบ้านหรือมะเดื่อป่าของไทยที่ผลมีแต่ยางและบางครั้งยังพบหนอนอยู่ในผล ซึ่งความจริงแล้วมะเดื่อฝรั่งจัดเป็นไม้ผลที่รู้จักกันมานานแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเท่านั้นเอง
กรณีของมะเดื่อญี่ปุ่นที่ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรนำสายพันธุ์มาจากญี่ปุ่นมาปลูกในแปลงทดลองของชมรมที่จังหวัดพิจิตรผลผลิตมีรสชาติอร่อยมาก กล้ายืนยันได้ว่าอร่อยกว่ามะเดื่อสดที่วางขายในหลายประเทศ ดังนั้น เกษตรกรที่มีหัวก้าวหน้าและกล้าตัดสินใจลงทุนปลูกไม้ผลชนิดนี้จะไม่มีคู่แข่งขันทางด้านการตลาดในช่วงแรกอย่างแน่นอน
4.เป็นผลไม้ที่บริโภคเป็นอาหารและยา มีข้อมูลที่เป็นวิชาการและยอมรับกันทั่วโลกว่า มะเดื่อฝรั่งมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก โดยเฉพาะปริมาณของธาตุแคลเซียม ไม่มีธาตุโซเดียมที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนั้น ในผลไม้ชนิดนี้ไม่มีคอเลสเตอรอล ในบางตำราถึงกลับบอกว่า ถ้ามีการบริโภคมะเดื่อฝรั่งเป็นประจำจะช่วยในการป้องกันโรคนิ่วในไต ป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและยังช่วยฟอกตับและม้าม หลายคนทราบดีว่าปัจจุบันคนไทยหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น ตลาดผลไม้สุขภาพจึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
5. มะเดื่อฝรั่งนำมาปลูกในระบบปลอดสารพิษได้ ถึงแม้จะมีข้อมูลในต่างประเทศว่า มะเดื่อฝรั่งมีศัตรูระบาดทำลายอยู่หลายชนิด แต่ยังจัดได้ว่าน้อยกว่าผลไม้เศรษฐกิจหลายชนิดที่จะต้องมีการฉีดพ่นสารปราบศัตรูพืชเป็นประจำ
จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ทำการศึกษาและปฏิบัติจริงกับการปลูกมะเดื่อฝรั่งมานานเกือบ 10 ปี ช่วงปลูกเริ่มแรกด้วยความไม่รู้และความกลัว มีการจัดตารางฉีดพ่นสารปราบศัตรูพืชเป็นประจำ ทั้งสารฆ่าแมลงและยาเชื้อรา สุดท้ายก็เลิกฉีดพ่นทั้งหมด
เนื่องจากพบว่าศัตรูที่สำคัญมีเพียงนกและมดเท่านั้น ซึ่งหาวิธีการป้องกันได้ไม่ยากด้วยการห่อผล สำหรับปัญหาเรื่องแมลงวันทองจะใช้วิธีการห่อผลในช่วงที่ผลเริ่มเข้าสี เพียง 3-5 วัน เท่านั้น
รายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760
บทความจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1409479105